posted on 13 Jul 2009 02:59 by learnforall
หลังจากวันที่บอกไปว่าปูเป้กำลังจะสอบภาษาจีนครั้งที่ 2 ก็หายไปเลยพอดีว่างานเยอะมากๆรายงานทั้งนั้นเช้านี้ตอนเกือบเที่ยงก็ต้องเสนอรายงานอีกวิชาแล้วแต่อันนี้ดีหน่อยมีเวลาเตรียมตัวนานคะ
ผลการสอบปรากฏว่าไม่ได้สอบเพราะอาจารย์ไม่สอบแล้วเขาเปลี่ยนใจไม่รู้ยังไงแต่ก็ไม่เป็นไรคะเพราะต่อให้สอบหรือไม่สอบปูเป้ก็ต้องเตรียมตัวให้พร้อมอยู่เสมอเพราะเราไม่อาจรู้ได้เลยว่าวันไหนจะสอบหรือไม่
มีคนสอนปูเป้ว่า "ยอมเหนื่อยวันนี้เพื่อสบายวันหน้าดีกว่าสบายวันนี้แล้วไปเหน็ดเหนื่อยวันหน้า" ก็จริงนะคะถ้าเราเรียนแบบเช้าชามเย็นชามเกรดก็พอถูๆไถๆไปได้มันจะยากตอนสมัครงานมั้งคะ
แต่ถ้าเป็นคนเรียนไม่เก่งแล้วพยายามอย่างถึงที่สุดแต่เกรดมันได้แค่นิดเดียวอันนี้ปูเป้เชื่อว่าถ้าเราทำดีต้องมีผลปลายทางที่ดีเพื่อคนทำดีคะ วันก่อนไปทานข้าวกับอาจารย์ปูเป้เจอผู้หญิงคนนึงเราไม่เคยรู้จักกันมาก่อนหรอกคะเพ่องรู้จักกันที่ร้านอาหารนั่นแหละเธอน่าจะอายุประมาณ 30-35 ได้มั้งคะ (สังเกตและคาดเดาจากเสียง)
เธอเดินมานั่งคุยด้วยและคำถามหนึ่งของเธอก็เป็นเรื่องที่ทำให้ปูเป้ตั้งใจจะมาเขียนบล็อกคะ เธอถามปูเป้ว่า "ถ้าต้องการช่วยเหลือพาคนตาบอดเดินต้องทำไง"
ปูเป้ยินดีที่จะให้คำตอบเธอคะเพราะอย่างน้อยเธอก็อยากที่จะช่วยเหลือเป็นสิ่งที่ดีนะคะ ดังนั้นปูเป้ก็เลยถือโอกาสเอามาบอกให้รู้กันหลายๆคนเลยดีกว่านะคะเผื่อใครจะได้เอาไปใช้อะไรได้บ้าง
วิธีการพาคนตาบอดเดินไม่ยากเลยคะแค่ให้คนตาบอดจับบริเวนข้อสอกของผู้นำทางเพราะถ้าเป็นทางขึ้น-ลงต่างระดับจะได้ง่ายต่อการสังเกต
แต่ถ้าเป็นทางที่ค่อนข้างเล็กและแคบให้ผู้นำทางเบี่ยงตัวผู้ตามไปไว้ด้านหลังแต่ยังคงต้องให้จับข้อสอกอยู่เหมือนเดิมเพื่อที่จะได้ไม่ชนสิ่งกีดขวาง แต่ถ้าเป็นสิ่งกีดขวางที่ต้องข้ามให้ผู้นำหยุดเดินแล้วบอกว่าเป็นเหล็กหรือที่ต้องข้ามยกเว้นว่าเป็นน้ำให้ท่านข้ามไปก่อนเพื่อให้ผู้ตามสังเกตได้ว่าระยะน่าจะกว้างแค่ไหน
แต่ถ้าเป็นทางขึ้น-ลงให้ท่านเดินขึ้นไปก่อนเพื่อที่คนตาบอดจะสังเกตได้ว่าระยะสูงแค่ไหนอย่างที่ปูเป้บอกไว้ตั้งแต่แรกคะ
ลักการของมันก็มีอยู่แค่นี้แหละคะส่วนบางคนอาจไม่ถนัดอันนี้ก็ต้องปรับกันไปตามความเคยชินนะคะ
วันนี้ที่พิษณุโลกร้อนจังไม่รู้ที่ไหนฝนตกบ้างแต่ที่แน่ๆที่บ้านปูเป้ตกคะแต่ไม่เย็นขึ้นเลยมันก็เลยเป็นเหตุให้นอนไม่หลับไงคะ
แต่ก็ไม่น่าเป็นไรเพราะนอนไปบ้างแล้วพรุ่งนี้มีเรียนวิชาเดียวแล้วก็กลับมานอนต่อได้ไม่มีปัญหา
ปล. ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามอ่านบันทึกที่ไร้สาระนี้นะคะ
posted on 05 Jul 2009 05:12 by learnforall
เช้านี้ที่นี่บรรญากาศดีน่านอนจังเลยคะฝนตกมาตั้งแต่เมื่อคืนจนถึงตอนนี้ก็ยังตกปรอยๆอยู่เลย
ทั้งๆที่เพียรท่องภาษาจีนมาอย่างหนักทั้งคืนจนถึงตอนนี้ก็ยังสดชื่นอยู่เลยอาจเป็นเพราะบ้านของปูเป้ยังอยู่ในพื้นที่ที่ค่อนข้างเป็นป่าดงเลยยังสัมผัสได้ถึงความเป็นธรรมชาติ
เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาตอนบ่ายปูเป้และเพื่อนๆที่เลือกเรียนวิชาโธภาษาจีนก็ขึ้นไปหาอาจารย์เพื่อเรียนตามปกติแต่ปรากฏว่าไม่มีห้องว่างสำหรับเราคะ
ก็ไม่รู้ว่าจะโทษคนสอนหรือคนเรียนดีเพราะตึกที่ว่าเนี่ยมันไม่ใช่ตึกคณะของเราเราก็จะไม่รู้ว่าเวลาไหนห้องไหนจะว่างถ้าเป็นตึกคณะละก็ไม่ยากเลยแต่อาจารย์ก็บอกว่าพวกเราไม่ใส่ใจจะเรียน
ปูเป้เข้าใจคะว่าอย่างน้อยที่สุดคนเรียนต้องพร้อมแต่สิ่งหนึ่งที่อาจารย์พูดแล้วทำให้เราแทบทุกคนรับไม่ได้ก็คือ "ใช่ดิก็แค่เด็กวิชาโธ"
ในช่วงทดลองเรียนอาจารย์คนนี้เป็นอาจารย์ที่พวกเราเห็นว่าเอาใจใส่พวกเรามาก มาสอนตรงเวลา มีแผนชัดเจนอะไรทำนองนั้นแต่มาวันนี้ได้ยินคำนี้แล้วรู้สึกเจ็บใจจังคะ เท่ากับพวกเราขาดการเรียนภาษาจีนมาทั้งหมด 4 คาบแล้ว
ตามตารางจริงๆเราต้องเรียนวันพุธคะแต่อาจารย์เห็นว่าหนักเกินไปเพราะเราต้องเรียนตั้งแต่แปดโมงเช้าถึงเที่ยงอาจารย์ก็เลยเปลี่ยนมาเป็นสิบโมงเช้าถึงเที่ยงแล้วก็มาต่อวันศุกร์ตอนเที่ยงแทนอีกสองชั่วโมง
แต่วันพุธที่ผ่านมาเรามาเรียนกันครบทุกคนอาจารย์ก็ไม่อยู่ไปทำกิจกรรมที่มหาวิทยาลัยอื่น พอวันศุกร์ก็ไม่มีห้องให้เราเรียน ซ้ำร้ายวันพุธนี้ก็หยุดอีก โอ้อะไรกันนี่
อาจารย์นัดเรียนวันศุกร์หน้าอาจารย์รับปากว่าจะหาห้องไว้ให้เพราะเป็นตึกที่อาจารย์ทำงานอยู่ประจำอยู่แล้วแต่ที่ร้ายไปกว่านั้นก็คือวันศุกร์ต้องสอบเลยทั้งหมด 40 ข้อ
ซะงั้น เรียนก็ไม่ค่อยได้เรียนแล้วจะเอาอะไรมาสอบละเนี่ย ปูเป้อยากจะเอาหนังสือไปละลายน้ำแช่ตู้เย็นไว้ดื่มแทนนมที่ดื่มอยู่ทุกวันจังเผื่อมันจะซึมเข้ากระแสเลือดอย่างถาวร
เห็นเพื่อนๆที่เลือกโธญี่ปุ่น กับฝรั่งเศสเค้าเรียนกันไปถึงบทที่สองหรือสามกันแล้วนี่ภาษาจีนยังไม่ได้ขึ้นบทที่ 1 เลย
แถมยังต้องทำรายงานอีกต่างหาก อาจารย์บอกว่าต้องสอบให้เสร็จภายในสิงหาหรือกันยาเพราะอาจารย์ที่มีอยู่สองคนต้องไปเมืองจีนหรือไม่งั้นก็ใครคนหนึ่งต้องไปแล้วเทอมหน้าก็จะมีอาจารย์คนใหม่มาสอนแทนแต่ดูเอาเถอะอาจารย์มีกิจกรรมรออยู่อีกเพียบแล้วพวกหนูจะทำไงดีคะเนี่ยอิๆๆๆๆๆๆๆ
posted on 03 Jul 2009 18:14 by learnforall
วันนี้เป็นวันศุกร์ซึ่งกำลังจะเป็นวันหยุดยาวที่เพื่อนๆกำลังจะกลับบ้านที่ต่างจังหวัดคะ เมื่อวานปูเป้ถือรายงานปึกนั้นไปให้ทุกคนดูมีหลายกระแสที่มาถึงทั้งโดยตั้งใจและไม่ตั้งใจคะแต่ทำไงได้ละก็มันปริ้นส์ออกมาแล้วไม่ใช่โดยความเห็นชอบของปูเป้คนเดียวแต่เป็นความเห็นของทุกคน
เพื่อนๆหลายคนต่างพูดว่า "ไม่เอาไปหาเอาอันใหม่ดีกว่า" บางคนถามว่า "แกปริ้นส์ออกมาทำไม" ปูเป้ไม่รู้จะตอบพวกเค้ายังไงนอกจากนิ่งทั้งๆที่ก็รู้อยู่แก่ใจดีว่าปริ้นส์ออกมาทำไมแต่ก็ไม่อยากมีเรื่องทะเลาะกับใคร
ปูเป้ตัดสินใจได้ในวินาทีนั้นว่าต้องแสดงความรับผิดชอบอะไรสักอย่างทั้งๆที่บางทีมันอาจเป็นสิ่งที่ต้องรับผิดชอบร่วมกันก็ได้นะคะแต่ในเมื่อปริ้นส์ออกมาแล้วไม่ได้ใช้ก็เท่ากับว่าถ้าเก็บเงินเพื่อนๆเต็มราคามันจะกลายเป็นการจ่ายแบบไม่ได้อะไรรึเปล่าดังนั้นปูเป้เลยเก็บแค่คนละ 50 บาท เท่านั้น
ขณะที่สมาชิกกลุ่มมีทั้งหมด 10 คน จากที่เหลือแค่ 8 คนก่อนหน้านี้ เท่ากับว่าปูเป้ต้องได้เงินทังหมด 500 บาท ขณะที่อีก 130 บาท ปูเป้จะเอาเงินตัวเองคืนให้แม่ เพื่อนๆทุกคนต่างนิ่งเงียบไม่มีใครบอกว่าจะจ่ายหรือจะไม่จ่ายอย่างไร
แต่มีเพื่อนบางคนบอกว่า "ขอจ่ายหลังวันหยุดยาวแล้วกันนะอารมณ์ยังไม่ดีตอนนี้" ปูเป้เข้าใจคะไม่ได้ว่าเลยสักคำ ตอนเย็นเล่าให้คุณแม่ฟังแม่บอกว่า
"ไม่เชื่อว่าเพื่อนจะจ่ายเพราะเงินแค่คนละ 50 บาทต่อคนไม่น่ามากจนถึงต้องรอหลังวันหยุด" อันนี้ปูเป้ก็เข้าใจอีกนั่นแหละเราไม่ได้มีเงินมากมายเพราะรายได้ทั้งหมดมาจากแม่คนเดียวจริงอยู่ที่แม่มีปูเป้คนเดียวแต่ค่าใช้จ่ายอื่นๆก็ล้วนจำเป็นทั้งนั้น
ปูเป้ได้แต่รอให้เงินกู้เข้าบ้างก็ยังดีอย่างน้อยก็จะได้ให้แม่ได้บ้างแต่เพราะความเป็นผู้กู้รายใหม่เลยไม่แน่ใจว่ามันจะเข้าให้รึเปล่า (ในเวลานี้) เช้าวันนี้ปูเป้ไปเรียนด้วยความรู้สึกที่อยู่ข้างในแบบว่าไม่แน่ใจเครียดและกำลังจะถอดใจบอกเพื่อนว่า
"จะไม่เก็บเงินแล้วเพราะกลัวทุกคนลำบากใจ" เรื่องนี้ปูเป้ปรึกษากับเพื่อนบางคนทุกคนบอกว่า "ไม่ได้" ปูเป้ต้องเก็บเพราะพวกเราทุกคนเป็นคนบอกให้ปริ้นส์ออกมาเอง แต่พอเข้าไปถึงห้องเรียนปูเป้ก็พบว่ามีเพื่อนๆ 4 คนเอาเงินมาให้อย่างน้อยก็ได้ 200 บาทแล้ว ส่วนอีกห้าคนที่เหลือถ้าไม่รวมปูเป้ก็กลับบ้านจะเอามาให้ได้หลังวันหยุดคะ
แต่สิ่งที่ดีไปกว่านั้นก็คือเงินกู้ก็เข้าแล้วด้วยคะ ไสยใจเลยที่ยืนหยัดทำหน้าที่อย่างซื่อสัตย์อดทนต่อคำพูดและแรงเสียดทานของสังคมได้